ระบบเทรด Forex ในทุก ๆ การซื้อขายจะต้องมี “ต้นทุน” ที่เทรดเดอร์หลายคนมองข้าม นั่นคือ “ค่าสเปรด Forex” ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้การเทรดของคุณกำไรน้อยลง หรือขาดทุนเพิ่มขึ้นโดยไม่รู้ตัว ดังนั้น การทำความเข้าใจโครงสร้างค่าสเปรด Forex อย่างถูกต้องจึงเป็นพื้นฐานสำคัญที่เทรดเดอร์ทุกระดับควรรู้

ค่าสเปรด Forex คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ต้องเข้าใจ?
ค่าสเปรด Forex คืออะไร ทำไมเทรดเดอร์ต้องเข้าใจ?

ค่า Spread Forex คืออะไร?

ค่า Spread Forex คือ ส่วนต่างของราคา BID (ราคาขาย) และ ASK (ราคาซื้อ) ในคู่สกุลเงินฟอเร็กซ์ โดยจะมี

  • ราคา BID = ราคาที่โบรกเกอร์ยอมซื้อเงินสกุลที่คุณถือ
  • ราคา ASK = ราคาที่คุณต้องจ่ายเพื่อซื้อสกุลเงินนั้น

ประเภทของค่าสเปรด Forex ในตลาด

1. Fixed Spread (สเปรดคงที่)

สเปรดคงที่ คือค่าสเปรด Forex ที่โบรกเกอร์กำหนดตายตัวตลอดเวลา ไม่ว่าตลาดจะผันผวนมากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม ข้อดีของสเปรดคงที่ คือ สามารถคาดการณ์ต้นทุนได้ง่าย เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่คุ้นเคยกับการเทรด Forex แต่ข้อควรระวัง คือ บางครั้งค่าสเปรดคงที่จะสูงกว่าสเปรดลอยตัวในช่วงตลาดปกติ และมักใช้กับโบรกเกอร์แบบ Market Maker ซึ่งอาจมีความเสี่ยงเรื่อง Requote หรือการปรับราคาเมื่อมีข่าวแรง

2. Floating Spread (สเปรดลอยตัว)

สเปรดลอยตัวเปลี่ยนแปลงตามสภาพตลาด ซึ่งหมายความว่าในช่วงตลาดปกติอาจต่ำมาก แต่จะขยายตัวสูงขึ้นในช่วงที่ตลาดผันผวน หรือมีข่าวเศรษฐกิจที่สำคัญ ข้อดีของสเปรดลอยตัว คือ มักจะต่ำกว่าสเปรดคงที่ (โดยเฉลี่ย) และสะท้อนราคาจริงในตลาด ทำให้เทรดเดอร์เห็นความโปร่งใสมากขึ้น แต่ข้อควรระวัง คือ สเปรดลอยตัวอาจพุ่งสูงในช่วงข่าวแรง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที

3. Raw Spread หรือ ECN Spread

Raw Spread หรือ ECN Spread คือ ค่าสเปรด Forex ที่มาจากตลาดจริง (Interbank) โดยตรง บัญชีประเภทนี้บางครั้งสเปรดอาจต่ำถึง 0.0 pip แต่โบรกเกอร์จะเก็บค่าคอมมิชชั่นต่อล็อตแทน ข้อดี คือ สเปรดต่ำสุดในตลาด ทำให้เหมาะกับ Scalper หรือเทรดเดอร์ที่เปิดปิดออเดอร์จำนวนมาก แต่ข้อควรระวัง คือ เทรดเดอร์จำเป็นต้องมีทุนและเทคนิคที่ดีพอสมควร เนื่องจากต้องบริหารต้นทุนคอมมิชชั่นและจัดการความผันผวนของตลาดได้

ค่าสเปรด Forex ส่งผลกับการเทรดอย่างไร?

เพราะค่าสเปรด Forex ในตลาด Forex ถือเป็นต้นทุนแฝงที่เกิดขึ้นทันทีทุกครั้งที่คุณเปิดออเดอร์ ไม่ว่าคุณจะเทรดระยะสั้นแบบ Scalping หรือระยะยาวแบบ Swing Trading ก็ตาม ต้นทุนส่วนนี้จะหักจากกำไรโดยอัตโนมัติ และยิ่งคุณเทรดบ่อยเท่าไหร่ ต้นทุนรวมจากค่าสเปรดก็ยิ่งสะสมมากขึ้นเท่านั้น ผลลัพธ์คือกำไรจริงลดลง กระทบกับกลยุทธ์ และอาจสร้างความคลาดเคลื่อนในการตั้ง Stop Loss หรือ Take Profit ได้ หากคุณไม่คำนึงถึงค่าสเปรดตั้งแต่แรก

แม้จะดูเล็กน้อย แต่ในภาพรวมระยะยาว ค่าสเปรด Forex อาจกินกำไรไปมากกว่าที่คุณคิด นอกจากนี้ ค่าสเปรดยังเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ช่วยตัดสินใจเลือกโบรกเกอร์และบัญชีที่เหมาะสมกับสไตล์การเทรดได้ เช่น ถ้าคุณเทรดบ่อยหรือเทรดทอง การเลือกบัญชีสเปรดต่ำหรือบัญชี Raw Spread มักคุ้มค่ากว่า 

สรุปผลกระทบของค่าสเปรดแบบเข้าใจง่าย

  • กำไรจริงลดลง เพราะทุกออเดอร์เริ่มต้นด้วยการติดลบตามค่าสเปรด
  • ต้นทุนเพิ่มขึ้นเมื่อเทรดบ่อย โดยเฉพาะสาย Scalping หรือ Day Trading
  • กระทบต่อกลยุทธ์ที่ต้องเข้า–ออกหลายครั้ง ทำให้กำไรแต่ละครั้งลดลง
  • มีผลต่อการตั้ง Stop Loss / Take Profit เพราะค่าสเปรด Forex ที่สูงทำให้ SL/TP ใกล้กว่าที่คิด
  • ช่วยเลือกโบรกเกอร์และบัญชีเทรดที่เหมาะสม เช่น บัญชี Raw Spread เหมาะกับคนเทรดหนัก
  • ในระยะยาวค่าสเปรดสะสมสูงมาก จนกระทบภาพรวมผลตอบแทน แม้จะดูเป็นต้นทุนเล็กน้อยก็ตาม

ค่าสเปรด Forex ดูตรงไหน?

  • หน้าต่าง Market Watch ใน MT4/MT5 แสดงราคา Bid–Ask แบบเรียลไทม์ และแสดงสเปรดให้ทันที เหมาะกับมือใหม่
  • บนกราฟราคาของคู่เงิน (Chart) สามารถตั้งค่าให้ MT4/MT5 แสดงสเปรดบนกราฟได้ ทำให้เห็นค่าสเปรด Forex ที่เปลี่ยนตามตลาดได้แบบเรียลไทม์
  • เว็บไซต์ของโบรกเกอร์ ส่วนใหญ่จะมีตารางแสดงสเปรดเฉลี่ยของแต่ละคู่เงิน เช่น EUR/USD, GBP/USD หรือทองคำ XAU/USD
  • บัญชีจริงหรือบัญชีเดโม การลองเปิดเทรดบนบัญชีเดโม จะช่วยให้คุณเห็นค่าสเปรด Forex จริง โดยไม่ต้องใช้เงินจริง เหมาะกับมือใหม่หัดเทรดเป็นอย่างยิ่ง
  • รูปแบบการแสดงผลสเปรด โดยทั่วไปสเปรดจะแสดงเป็น “pips” หรือ “points” เช่น 20 points = 2 pips

การรู้วิธีดูค่าสเปรด Forex จะช่วยให้คุณคำนวณต้นทุนก่อนเปิดออเดอร์ได้ถูกต้อง ลดความเสี่ยงในการเทรด และช่วยให้สามารถเลือกประเภทบัญชีที่เหมาะสมได้

ทั้งนี้ หากคุณยังไม่คุ้นเคยกับการใช้งานเครื่องมือเทรด สามารถศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็น แพลตฟอร์ม Forex ยอดนิยมสำหรับมือใหม่ เพื่อทำความเข้าใจได้ ส่วนคนที่ต้องการเทรดกับ Prop Firm ก็ยิ่งต้องดูค่าสเปรดให้ละเอียด โดยสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นแพลตฟอร์มฟอเร็กซ์ เพิ่มเติมได้

ค่าสเปรด Forex ต่ำดีอย่างไร?

ค่าสเปรด Forex ต่ำคือหนึ่งใน “ข้อได้เปรียบสำคัญ” ของเทรดเดอร์ เพราะหมายความว่าคุณมี ต้นทุนในการเปิดออเดอร์ที่ถูกลงทันที ตั้งแต่วินาทีแรกที่กดซื้อหรือขาย ยิ่งสเปรดต่ำ ต้นทุนยิ่งลด ทำให้การทำกำไรระยะสั้นง่ายขึ้นกว่าเดิม และยังเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่เทรดแบบถี่ เช่น Scalping หรือ Day Trade ที่ต้องการความรวดเร็วและความเสถียรของราคา

  1. ต้นทุนการเทรดลดลงทันที เพราะสเปรดคือค่าต่างของราคา Bid–Ask เมื่อสเปรดต่ำ คุณเข้าตลาดด้วยต้นทุนที่น้อยกว่า ทำให้ “จุดที่ต้องวิ่งเพื่อให้เท่าทุน (Breakeven)” สั้นลง
  2. เหมาะกับสาย Scalping / Day Trade กลยุทธ์ที่เน้นเอากำไรเพียง 5–10 pips หากใช้โบรกเกอร์ที่มีค่าสเปรด Forex สูง ก็จะทำกำไรได้ยากมาก 
  3. เปิด–ปิดออเดอร์ได้ถี่ขึ้น โดยไม่ต้องกังวลต้นทุนสะสม เทรดเดอร์บางคนเปิดหลายสิบออเดอร์ต่อวัน หากสเปรดสูงก็จะเสียต้นทุนรวมเยอะมาก แต่ถ้าสเปรดต่ำ ก็จะเสียต้นทุนรวมต่อวันได้น้อยลง
  4. เหลือพื้นที่ให้กำไรเพิ่มขึ้นในทุกออเดอร์ เมื่อสเปรดไม่กินกำไรไปตั้งแต่ต้น การทำกำไรรายออเดอร์ก็จะง่ายขึ้น
  5. ลดความกระตุกหรือการกว้างของสเปรดในช่วงข่าว โบรกเกอร์ดี ๆ จะคุมสเปรดให้ไม่กว้างจนเกินไปแม้ในช่วงที่มีข่าวแรง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงตอนเข้าออกออเดอร์ได้

คำนวณค่าสเปรด Forex อย่างไร?

สูตรคำนวณค่าสเปรด Forex: 

  • Spread (pip) = Ask – Bid

หากต้องคำนวณค่าสเปรด Forex เป็นมูลค่าเงิน (USD): 

  • มูลค่า Spread = จำนวน pip × มูลค่า pip ต่อ 1 lot

ตัวอย่าง

  • Spread = 2 pip
  • มูลค่า 1 pip ของ EUR/USD = $10 (สำหรับ 1 lot)

ดังนั้น มูลค่า Spread = 2 × 10 = $20 หมายความว่า เมื่อเปิดออเดอร์ 1 lot คุณจะเริ่มต้นที่ติดลบ -$20 ทันที

วิธีในการลดการสูญเสียค่าสเปรด Forex 

1. เลือกบัญชีที่เหมาะกับสไตล์

การเลือกบัญชีคือก้าวแรกที่ช่วยลดค่าสเปรด Forex ได้อย่างดี เพราะโบรกเกอร์แต่ละแบบจะคิดต้นทุนไม่เหมือนกัน

  • Scalper / เทรดสั้น : Raw Spread, Zero Spread เพราะต้องการต้นทุนต่ำที่สุด
  • Swing / เทรดยาวกว่า 1 วัน : Standard Spread ใช้ได้ เพราะไม่ได้เปิด–ปิดถี่
    การเลือกบัญชีให้ถูกสไตล์ช่วยลดต้นทุนสะสมต่อวันได้หลายเท่า

2. เทรดช่วงเวลาที่สเปรดต่ำ

บางช่วงตลาดมีสภาพคล่องสูง ทำให้ค่าสเปรดแคบลงแบบเห็นได้ชัด โดยเฉพาะคู่เงินหลัก

  • ช่วงที่ดีที่สุด : London Session + New York Session (ตลาดใหญ่ซ้อนกัน)
  • หลีกเลี่ยง : ช่วงกราฟนิ่ง เช่น ก่อนตลาดเปิด หรือเซสชั่นเอเชียคู่ที่ไม่ใช่ JPY
  • ถ้าเทรดช่วงที่ค่าสเปรด Forex ต่ำ ต้นทุนเปิดออเดอร์จะคุ้มค่ากว่า

3. หลีกเลี่ยงช่วงข่าวแรง

ช่วงประกาศตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ เช่น NFP, CPI, FOMC ค่าสเปรด Forex อาจ “พุ่ง 3–10 เท่า” ทำให้ต้นทุนสูง และเกิด Slippage ได้ง่าย จึงไม่แนะนำให้เข้าออเดอร์ตอนมีข่าว ควรรอให้กราฟนิ่งและให้ค่าสเปรด Forex กลับมาเป็นปกติก่อน 

4. ใช้คู่เงินหลัก (Major Pair)

เพราะคู่เงินหลักมีสภาพคล่องสูงที่สุด จึงมีสเปรดต่ำ เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY, AUD/USD ทั้งยังเหมาะสำหรับมือใหม่มาก ๆ เพราะคุมความเสี่ยงเรื่องสเปรดได้ง่ายกว่า Exotic Pair

5. เปรียบเทียบโบรกเกอร์

ไม่ใช่ทุกโบรกเกอร์ที่บอกว่าสเปรดต่ำ แล้วค่าสเปรด Forex จะต่ำจริงในทุกสภาวะตลาด จึงควรทำการเช็กสเปรดบัญชีจริง (ไม่ใช่เดโม) ดูสเปรดในช่วงตลาดข่าวแรง ๆ และดูสเปรดเฉลี่ยรายคู่บนเว็บไซต์โบรกเกอร์ก่อน เพราะการเลือกโบรกเกอร์ที่มีประวัติสเปรดเสถียร จะช่วยลดค่าใช้จ่ายสะสมในระยะยาวได้มาก

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าสเปรด Forex

1. สภาพคล่องของตลาด (Market Liquidity)

ค่าสเปรด Forex จะแคบเมื่อมี “ผู้ซื้อ–ผู้ขายจำนวนมาก” และตลาดเคลื่อนไหวต่อเนื่อง เช่น ช่วง London หรือ New York Session

  • สภาพคล่องสูง = สเปรดต่ำ
  • สภาพคล่องต่ำ = สเปรดกว้าง, กราฟนิ่ง, เปิดออเดอร์แพงขึ้น 

2. ปริมาณการซื้อขายของคู่สกุลเงิน

คู่เงินที่มีคนเทรดเยอะ เช่น Major Pairs จะมีสเปรดต่ำที่สุด เพราะมีดีมานด์และซัพพลายสูง

  • ค่าสเปรด Forex ต่ำ : EUR/USD, GBP/USD, USD/JPY
  • ค่าสเปรด Forex สูง : Exotic Pair เช่น USD/THB, USD/ZAR

การเลือกคู่เงินหลักช่วยลดต้นทุนได้ทันทีแบบไม่ต้องทำอะไรเพิ่ม

3. ความผันผวนจากข่าวเศรษฐกิจ

เวลามีข่าวใหญ่ เช่น NFP, CPI, FOMC หรือดอกเบี้ยของค่าสเปรด Forex จะพุ่งขึ้นหลายเท่า เพราะตลาดไม่มีความชัดเจน ทำให้โบรกเกอร์ต้องขยายสเปรดเพื่อป้องกันความเสี่ยง

4. โบรกเกอร์และประเภทบัญชี

แต่ละโบรกเกอร์ตั้งค่าระบบราคาไม่เท่ากัน และแต่ละบัญชีมีโครงสร้างสเปรดต่างกัน เช่น

  • Standard / Cent Account : สเปรดสูงกว่า แต่ไม่มีคอมมิชชั่น
  • Raw / Zero Spread : สเปรดต่ำมาก แต่มีค่าคอม

โบรกเกอร์ที่เป็น ECN/Raw จริงจะให้ราคาดีกว่า Market Maker ในหลายช่วงเวลา

5. ช่วงเวลาเทรด (Trading Session)

การเลือก Session สำคัญเพราะค่าสเปรด Forex จะเปลี่ยนตามเขตตลาดที่เปิดทำการ การเทรดผิดเวลาอาจทำให้เสียต้นทุนเพิ่มโดยไม่จำเป็น

6. สถานการณ์เศรษฐกิจและความไม่แน่นอน

อีกหนึ่งปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อค่าสเปรด Forex ก็คือภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน เช่น มีการประกาศดอกเบี้ย, มีเงินเฟ้อสูงผิดคาด, เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ หรือเกิดความตึงเครียดระหว่างประเทศ แต่ในขณะเดียวกันค่าสเปรด Forex ก็สามารถขยายกว้างได้เช่นเดียวกัน (แม้ไม่มีข่าวเรียลไทม์) เพราะตลาดมีความเสี่ยงสูงและมีสภาพคล่องลดลง

ตัวอย่างค่าสเปรด Forex

1. ค่าสเปรด Exness 

คู่เงินหลักของค่าสเปรด Exness 

  • EUR/USD: 0.3–1.0 pips
  • GBP/USD: 0.5–1.2 pips
  • AUD/USD: 0.7–1.5 pips

บัญชี Raw/Zero บางช่วงอาจถึง 0.0 pips แต่จะมีค่าคอมมิชชั่นเล็กน้อย ข้อดีคือเหมาะกับเทรดเดอร์สาย Scalping หรือคนที่เปิดปิดออเดอร์บ่อย

2. ค่าสเปรด Exness ทอง (XAU/USD) 

ค่าสเปรด Exness ทองมีเฉลี่ยค่อนข้างต่ำ 

  • Standard Account : ~8–20 cents
  • Raw/Zero Account : 0.0–0.1 pips ภายใต้สภาพตลาดที่มีสภาพคล่องสูง

ข้อดีของค่าสเปรด Exness คือเหมาะกับเทรดเดอร์สาย Scalping หรือเทรดบ่อย แต่ต้องระวังในช่วงข่าวแรงที่อาจทำให้สเปรดขยายได้

3. ค่าสเปรด XM 

คู่เงินหลักของค่าสเปรด XM 

  • EUR/USD : 1.6 pips
  • GBP/USD : 1.8 pips
  • AUD/USD : 2.3 pips

ข้อดีของบัญชี Ultra-Low Spread คือช่วยลดต้นทุนสำหรับมือใหม่และเทรดไม่บ่อย แต่ค่าสเปรด XM โดยรวมจะสูงกว่าค่าสเปรด Exness จึงอาจไม่เหมาะกับ Scalper

ซึ่งจากตัวอย่างนี้จะเห็นว่า การเลือกโบรกเกอร์และประเภทบัญชี ส่งผลโดยตรงต่อค่าสเปรด และสามารถช่วยลดต้นทุน หรือเพิ่มโอกาสทำกำไรได้อย่างชัดเจน

ค่าสเปรด Forex เป็นหนึ่งใน “ต้นทุนการเทรด” ที่มีผลต่อกำไรของคุณมากกว่าที่คิด การเข้าใจสเปรด ประเภทของสเปรด รวมถึงปัจจัยที่ส่งผล จะช่วยให้คุณสามารถเลือกโบรกเกอร์และบัญชีที่เหมาะที่สุดกับกลยุทธ์ของตัวเองได้

เข้าร่วมทีมการค้าของเรา!

LineChat
Complaint & Review Form