การจะเป็นเทรดเดอร์ฟอเร็กซ์ให้ประสบความสำเร็จมักมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องทั้งโบรกเกอร์ แพลตฟอร์ม รวมถึงกลยุทธ์หรือระบบเทรดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน บทความนี้ WeMasterTrade จะขอพาเทรดเดอร์ไทยทุกคนไปทำความรู้จักกับเรื่องของ “ระบบเทรด” พร้อมวิธีสร้างระบบง่าย ๆ เพียง 5 ขั้นตอน
ระบบเทรด Forex คืออะไร?
ระบบเทรด Forex คือ รูปแบบการเทรดที่ผ่านการวิเคราะห์ทั้งทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน เพื่อประเมินความน่าจะเป็นของคู่สกุลเงินว่ามีแนวโน้มไปยังทิศทางใด จากนั้นจึงกำหนดกลยุทธ์ซื้อ-ขาย พร้อมวางเทคนิคบริหารจัดการความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้
อย่างไรก็ตามหากมองกันตามความเป็นจริงแม้ทฤษฎีที่อธิบายไปจะดูเป็นเรื่องง่าย แต่เมื่อลองลงมือทำมักพบว่าเทรดเดอร์จำนวนมากมักมีเรื่องของอารมณ์ร่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องความกล้า ความกลัว ไปจนถึงอคติต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้จึงอยากแนะนำให้เทรดเดอร์ไทยทุกคนกำหนดระบบเทรดของตนเองเพื่อทำลายข้อจำกัดดังกล่าว ช่วยให้คุณมีการซื้อ-ขายอย่างมืออาชีพและมีระบบชัดเจน
ระบบเทรด Forex ที่ดี ควรเป็นอย่างไร?
ต้องอธิบายก่อนว่าระบบเทรดที่ดีของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไป แต่ถ้าลองจำกัดความเพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นสามารถแบ่งออกได้ 5 ข้อ ดังนี้
สามารถวัดผลได้
ทำให้เทรดเดอร์รู้ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นตรงกับสิ่งที่คาดหวังหรือไม่ ถ้ายังไม่ใช่ก็ปรับปรุง แก้ไข พัฒนา หรือเปลี่ยนระบบเทรดใหม่ไปเลย
ใช้งานได้ทุกสภาพตลาด
อย่างที่รู้กันว่าตลาด Forex ผันผวนได้ทุกเวลา ระบบเทรดฟอเร็กซ์ที่ดีจึงต้องสามารถนำไปใชได้กับทุกสถานการณ์ เพิ่มโอกาสทำกำไรไม่ว่าตลาดจะเป็นแบบใดก็ตาม
ใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน
การวางระบบที่ดีต้องใช้งานง่าย ไม่ซับซ้อน แต่สามารถทำกำไรและลดโอกาสขาดทุนได้จริง
ต่อยอดความสำเร็จได้
การมีระบบเทรดที่ดีไม่ได้จบเพียงเท่านั้น แต่ต้องประเมินแล้วว่าสามารถต่อยอดหรือพัฒนาเพิ่มเติมให้เข้ากับสิ่งที่เกิดขึ้นในอนาคตได้
ผ่านการทดสอบ
ท้ายที่สุดอยากให้เทรดเดอร์ไทยทุกคนทดสอบระบบที่วางเอาไว้ว่าจนเกิดความมั่นใจว่าจะสร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
การสร้างระบบเทรด 5 ขั้นตอน
เทรดเดอร์ทุกคนที่วางแผนสร้างระบบเทรดเป็นของตนเอง สามารถทำตาม 5 ขั้นตอน ที่จะอธิบายต่อไปนี้ได้เลย

1.การวิเคราะห์แนวโน้ม (Trend Analysis)
ต้องรู้ทิศทางตลาดก่อนเข้าโดยอาศัยการวิเคราะห์แนวโน้ม ต้องใช้อินดิเคเตอร์เข้ามามีส่วนร่วม เช่น MA (Moving Averages) ขั้นต่ำ 2 เส้น กำหนดให้เส้นหนึ่งช้าเส้นหนึ่งเร็ว หากเส้นเร็วตัดกับเส้นช้าตรงจุดไหนนั่นคือสัญญาณแนวโน้มที่มีโอกาสเกิดขึ้น จากนั้นยืนยันแนวโน้มด้วยอินดิเคเตอร์ตัวอื่น เช่น MACD, RSI
2.การเลือกจุดเข้า (Entry Setup)
การเลือกจุดเข้าของเทรดเดอร์ไทยแต่ละคนอาจแตกต่างกันออกไป เช่น Breakout, Pullback, Trend, Price Action หรือสัญญาณอินดิเคเตอร์ ขึ้นอยู่กับความถนัดหรือประสบการณ์ ลองประเมินให้เหมาะสม
3. การบริหารความเสี่ยง (Risk Management)
มีเทคนิคบริหารความเสี่ยงหลายวิธี เช่น ตั้ง Stop Loss การคำนวณล็อต การกำหนด Pip ที่จะเทรดแต่ละครั้ง อธิบายง่าย ๆ คือ มีจุดออกชัดเจน เพื่อลดความเสี่ยงการขาดทุน และยังไม่ทำให้ใช้อารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้องระหว่างเทรดด้วย
4. การตั้งเป้าหมายกำไร (Take Profit Strategy)
ค้นหากลยุทธ์ที่จะช่วยสร้างผลกำไรให้กับการเทรดเป็นไปตามเป้าหมาย เช่น การใช้ระดับราคาตามแนวต้าน, หรือ RR Ratio (อัตราส่วนความเสี่ยงกับผลตอบแทน) เพื่อประเมินแนวโน้มและช่วยเพิ่มโอกาสทำกำไรได้ตามที่คาดหวัง
5. การประเมินผล (Review & Adjust)
หลังจากกำหนดระบบต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วต้องลองทดสอบใช้งานแล้วประเมินผลและบันทึกผลลัพธ์ว่าเป็นอย่างไรบ้าง หากมีจุดไหนที่ยังผิดพลาด ไม่เป็นไปตามที่คาดหวังก็ต้องปรับปรุงระบบกันต่อไป
ทำไมถึงควรสร้างระบบเทรดเอง
บนแพลตฟอร์มเทรดมักมีโปรแกรมหรือระบบเสริมช่วยอย่าง EA แต่เราอยากแนะนำให้คุณฝึกสร้างระบบเทรดด้วยตัวเองก่อนสำหรับมือใหม่หัดเทรด เพราะอยากให้เรียนรู้พื้นฐานก่อน เมื่อเข้าใจทักษะเบื้องต้นแล้วจะช่วยให้คุณเทรดอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงการขาดทุนและยังเพิ่มโอกาสทำผลกำไร
ข้อดี-ข้อเสียของระบบเทรดด้วยตัวเอง
ข้อดี – วางแผนทุกอย่างด้วยตนเองตามสไตล์การเทรดที่ชอบแต่ยังอยู่ภายใต้กลยุทธ์ที่กำหนดไว้ และได้เพิ่มทักษะการเทรดอย่างต่อเนื่องจากการศึกษาข้อมูล
ข้อเสีย – ต้องมีวินัยสูงมากเพื่อทำตามระบบ มีโอกาสใช้อารมณ์ร่วมเข้ามาเกี่ยวข้อง ต้องใช้เวลาศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด และอาจพลาดจังหวะที่ดีในการทำกำไร
ข้อดี-ข้อเสียของระบบเทรดอัตโนมัติ
ข้อดี – สะดวก รวดเร็ว ไม่ต้องยุ่งยากกับการค้นหาข้อมูล ปราศจากอารมณ์เข้ามาเกี่ยวข้อง การเทรดเป็นไปตามแนวทางที่คาดหวัง มีประสิทธิภาพ และสามารถทดสอบย้อนหลังได้
ข้อเสีย – ไม่มีความยืดหยุ่นตามสภาพตลาดหรือเทรนด์ที่เปลี่ยนไป มีต้นทุนในการใช้โปรแกรม และอาจเกิดข้อผิดพลาดจากโปรแกรม อินเทอร์เน็ต หรือปัจจัยอื่นที่คาดไม่ถึงได้
ทั้งนี้ระบบทั้งสองแบบก็มีดีแตกต่างกันขึ้นอยู่กับคุณจะเลือกใช้ให้เหมาะ ยกตัวอย่างหากคุณเป็นมืออาชีพควรใช้ระบบเทรดด้วยตนเอง เพื่อให้การเทรดตรงกับสไตล์ที่ชอบ และปรับเปลี่ยนได้กับทุกสถานการณ์ แต่ถ้าคุณพึ่งเริ่มต้นอาจแนะนำให้เริ่มจากระบบเทรดอัตโนมัติ แล้วศึกษาแนวทาง ข้อมูล เทคนิคต่าง ๆ ให้มากขึ้น
สรุปแล้วการสร้างระบบเทรดย่อมส่งผลดีกว่าการไม่มีระบบใด ๆ เปรียบได้กับ “การมีประกันรถยนต์ ถึงไม่ได้ใช้แต่ก็อุ่นใจเสมอ” ซึ่งการสร้างระบบเทรดไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด ลองทำตามคำแนะนำพร้อมทดสอบใช้กันจริงได้เลย เชื่อว่าจะช่วยสร้างโอกาสการเทรดให้ประสบผลสำเร็จ
อย่างไรก็ตามทุกการลงทุนมีความเสี่ยง ข้อมูลเหล่านี้เป็นเพียงการให้ความรู้ไม่ใช่การแนะนำ ดังนั้นผู้ลงทุนควรศึกษารายละเอียดต่าง ๆ อย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนตัดสินใจลงทุนทุกครั้ง



