ในแวดวงการเทรดมีเทคนิคหลายรูปแบบให้เลือกใช้ตามสถานการณ์ หรือความถนัดของนักลงทุนแต่ละคน ซึ่งหนึ่งในกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมต้องยกให้กับ “การเทรดแบบมาร์จิ้น” Margin trade อย่างไรก็ตามสำหรับเทรดเดอร์มือใหม่ที่ยังไม่ค่อยมีประสบการณ์มากนักอาจมีข้อสงสัยว่ากลยุทธ์ดังกล่าวคืออะไร มีข้อดีและความเสี่ยงในด้านไหนบ้าง ต้องศึกษาข้อมูลเหล่านี้ให้ละเอียดก่อนเริ่มลงทุน
การเทรดแบบมาร์จิ้น Margin คืออะไร
การเทรดแบบมาร์จิ้น Margin คือ อีกรูปแบบการลงทุนซื้อขายโดยอาศัยเงินทุนบางส่วนจากโบรกเกอร์ สถาบันปล่อยสินเชื่อ หรือ Prop firm เป็นผู้ลงทุนล่วงหน้าให้กับผู้เทรด ส่งผลให้เหล่าบรรดานักเทรดทั้งหลายสามารถซื้อขายหรือเทรดฟอเร็กซ์ และตราสารอื่นได้ตามปริมาณที่ต้องการ เปิดออเดอร์ได้ครั้งละมาก ๆ แม้ตนเองอาจไม่ได้มีเงินทุนนั้นอยู่จริง อธิบายแบบเข้าใจง่ายขึ้นก็คล้ายกับคุณขอยืมเงินโบรกเกอร์เพื่อไปเทรด แต่ทั้งนี้ตัวนักเทรดก็ต้องมีเงินฝากบางส่วนเพื่อใช้วางคำสั่งซื้อขายด้วยเช่นกันตามอัตรามาร์จิ้นที่ระบุไว้เป็นเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต่างจากการเทรดปกติในเรื่องไม่ต้องลงทุนทั้งหมดด้วยตนเอง
หลักการทำงานของการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin trade
หลักเบื้องต้นของการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin คือ นักเทรดต้องมีการใช้ Leverage หรือการยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อขยายพอร์ตลงทุนให้มากกว่าทุนจริงของตนเอง แต่ทั้งนี้ก็ยังต้องมีเงินทุนบางส่วนตามที่โบรกเกอร์กำหนดไว้เพื่อวางเป็นหลักประกัน (Margin Requirement) ทั้งนี้โบรกเกอร์เรียกหลักประกันเพิ่ม (Margin Call) ได้หากต้องการเพิ่มเงินในบัญชีมาร์จิ้นตามเงื่อนไขที่ระบุไว้
ตัวอย่างการเทรดแบบมาร์จิ้นหรือการเลเวอเรจ หากคุณต้องการซื้อหุ้นมูลค่า 100,000 บาท และโบรกเกอร์กำหนดอัตรามาร์จิ้นที่ 30% คุณสามารถวางเงินเพียง 30,000 บาท (30% ของ 100,000 บาท) และยืมเงินอีก 70,000 บาทจากโบรกเกอร์ ทำให้สามารถเทรดได้ 100,000 บาท โดยใช้เงินทุนเพียงส่วนน้อย
ข้อดีของการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin trade

- ใช้เงินน้อยแต่ได้อำนาจซื้อสูง เพราะสามารถยืมเงินจากโบรกเกอร์เพื่อสร้างพอร์ตขนาดใหญ่ได้ง่าย
- โอกาสทำกำไรจากตลาดขาขึ้นและขาลงได้ทั้งหมด จึงมีความยืดหยุ่นสูง หาจังหวะทำผลกำไรไม่ยาก
ความเสี่ยงของการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin trade
ขาดทุนเกินเงินทุน (ขาดทุนล้างพอร์ต) สะสมแบบต่อเนื่อง
เมื่อใช้เงินกู้จากโบรกเกอร์ การขาดทุนจะไม่หยุดแค่เงินที่คุณฝากเข้าพอร์ต แต่สามารถขยายไปถึงส่วน “เงินกู้” ได้ด้วย ทำให้พอร์ตติดลบสะสมอย่างรวดเร็ว หากราคาวิ่งสวนทางเพียงเล็กน้อยก็อาจล้างพอร์ตได้ง่ายกว่าการเทรดปกติหลายเท่า
ความผันผวนและ Leverage ที่สูง ส่งผลให้มีความเสี่ยงจะขาดทุนเพิ่ม
เลเวอเรจช่วยขยายกำไร แต่ก็ขยายการขาดทุนแบบทวีคูณเช่นกัน ช่วงที่ตลาดเหวี่ยงแรงเพียงไม่กี่วินาที อาจทำให้มูลค่าหลักประกันลดฮวบจนแตะระดับที่ต้องเติมเงินทันที นี่คือเหตุผลที่มือใหม่มักรับความเสี่ยงไม่ไหวเมื่อเจอความผันผวนร่วมกับเลเวอเรจสูง ๆ
การโดนบังคับขาย (Forced Liquidation) เมื่อไม่สามารถทำตาม Margin Call
หากมูลค่าสินทรัพย์ในบัญชีลดลงจนต่ำกว่าระดับที่โบรกเกอร์กำหนด คุณจะได้รับ “Margin Call” ให้เติมเงินหรือเพิ่มหลักประกันทันที หากไม่สามารถทำได้ โบรกเกอร์มีสิทธิ์บังคับขายสินทรัพย์ของคุณโดยอัตโนมัติ เพื่อชดเชยความเสี่ยงของฝั่งโบรกเกอร์เอง ส่งผลให้คุณสูญเสียสินทรัพย์ในราคาที่ไม่พึงประสงค์
ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมที่สูงขึ้นตามระยะเวลา
การเทรดด้วยมาร์จิ้นคือการ “กู้เงินเพื่อลงทุน” โบรกเกอร์จึงคิดดอกเบี้ยรายวัน/รายปี รวมถึงค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่สะสมต่อเนื่อง ยิ่งถือสถานะนาน ต้นทุนก็ยิ่งบวม ทำให้ต้องชนะตลาดให้ได้มากกว่าเดิมเพื่อให้คุ้มค่า ซึ่งในสภาพตลาดผันผวน อาจยิ่งเพิ่มโอกาสขาดทุนแทน
เทรดเดอร์แบบไหนที่เหมาะกับการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin trade
- คนที่มีประสบการณ์ หรือเทรอเดอร์มืออาชีพเข้าใจแนวทางของการเทรดอย่างดี มีความชำนาญในการเทรดสูง
- คนที่มีแนวทางจัดการความเสี่ยงที่ดี รู้จักเทคนิคลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงและวิเคราะห์วางแผนได้เหมาะสม
กลยุทธ์ Margin เบื้องต้น
- การตั้ง Stop Loss (กำหนดจุดที่ควรขายเพื่อลดความเสี่ยงขาดทุน และ Take Profit กำหนดจุดตัดกำไรเมื่อได้ตามที่ระบุไว้
- การคำนวณ Risk / Reward Ratio หรือเทียบความเสี่ยงระหว่างจำนวนเงินที่อาจขาดทุนกับผลกำไรที่อาจได้รับ เพื่อประเมินแนวทางการเทรด
- ไม่ใช้ Leverage สูงเกินไป เพราะการยืมเงินมาใช้เยอะอาจทำให้คุณเสี่ยงทั้งด้านต้นทุนและถ้าเทรดไม่ตรงตามเป้าหมายก็ยิ่งเสียหายหนักกว่าเดิม
ข้อควรระวังสำหรับมือใหม่เทรด Margin
- อย่าลงเงินทั้งหมดในครั้งเดียว ใจเย็น ๆ แล้วค่อยทยอยลงทุนแบบมีสติ
- เข้าใจ Platform และเงื่อนไขของโบรกเกอร์แต่ละเจ้าให้ชัดเจน
- ศึกษาตลาดให้ดีก่อนเริ่มเทรด เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถูกต้องและเข้าถึง
ตลาดสำหรับการเทรดแบบมาร์จิ้น
ตลาดเทรด Forex
- ลักษณะ: ซื้อขายสกุลเงินระหว่างประเทศ
- จุดเด่น: เปิด 24 ชั่วโมง จันทร์–ศุกร์, Leverage สูง (1:50 – 1:500 หรือมากกว่า), เหมาะสำหรับเทรดระยะสั้นและเก็งกำไรผันผวนรายวัน
- ความเสี่ยง: ความผันผวนสูง ทำให้ขาดทุนได้รวดเร็วหากไม่มี Stop Loss
ตลาดเทรดหุ้น
- ลักษณะ: ซื้อขายหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
- จุดเด่น: ใช้มาร์จิ้นเพื่อเพิ่มกำลังซื้อ, เทรดเดย์เทรดหรือสวิงเทรดเพื่อทำกำไรจากการแกว่งของราคา
- ความเสี่ยง: มีดอกเบี้ยมาร์จิ้นและความเสี่ยงจาก Margin Call หากราคาหุ้นตกแรง
ตลาดเทรดทองคำ
- ลักษณะ: ซื้อขายทองคำในรูปแบบ Spot, Futures หรือ CFD
- จุดเด่น: Leverage ระดับสูง (1:50 – 1:500), ได้รับความนิยมจากนักลงทุนที่ต้องการป้องกันความเสี่ยง (Hedging) และเก็งกำไร, ปัจจัยราคามาจากค่าเงินดอลลาร์ อัตราดอกเบี้ย และสถานการณ์เศรษฐกิจโลก
- ความเสี่ยง: ราคาผันผวนตามข่าวเศรษฐกิจและการเมือง ทำให้ขาดทุนได้เร็ว
คำถามที่พบบ่อบเกี่ยวกับการเทรดแบบมาร์จิ้น
1. ทำไมการเทรดมาร์จิ้นถึงมีความเสี่ยงมากกว่าเทรดปกติ?
เทรดแบบมาร์จิ้นเสี่ยงกว่าเทรดแบบปกติเพราะมี Leverage เข้ามาเกี่ยวข้อง การขยับของราคาเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้กำไรหรือขาดทุน “ขยายตัวหลายเท่า” รวมถึงโอกาสโดน Margin Call หรือ บังคับขาย (Forced Liquidation) สูงกว่ามาก
2. ต้องเตรียมเงินเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเทรดแบบมาร์จิ้นได้?
เงินเริ่มต้นเทรดแบบมาร์จิ้นขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์ แต่ส่วนใหญ่ต้องมีเงินหลักประกัน (Initial Margin) ขั้นต่ำก่อนเปิดสถานะ และต้องมี Maintenance Margin พอสำหรับรองรับความผันผวน มิฉะนั้นจะโดนแจ้งเติมเงินเพิ่มทันที
3. สามารถขาดทุนเกินเงินที่ฝากไว้ได้ไหม?
ได้ ถ้าการเคลื่อนไหวของราคาเร็วหรือแรงเกินกว่าที่ระบบจะปิดสถานะทัน คุณอาจติดลบมากกว่าเงินทุนที่มี ทำให้ต้องชดเชยส่วนต่างคืนให้โบรกเกอร์
โดยสรุปแล้วการเทรดแบบมาร์จิ้น Margin คืออีกตัวเลือกที่น่าสนใจ แต่ทั้งนี้จะเหมาะกับนักเทรดที่มีทักษะ ความเชี่ยวชาญ หรือประสบการณ์ ไปจนถึงคนมีแนวทางวางแผนเทรดได้ดี เทคนิคนี้คุณจะไม่ต้องลงทุนเยอะแถมมีโอกาสขยายพอร์ตได้มากกว่าเดิมด้วย หากต้องการศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเภทการเทรดอื่น ๆ หรือเทคนิคการเทรดอื่น ๆ ลองเข้ามาดูในเว็บไซต์เรา WeMasterTrade ได้เลย




